วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บ้างบอก บ้างซ้อนไว้

ปฏิเสธ


บทกวีที่คุณเขียนช่างไพเราะ ชวนฝัน
ราวกับความวิจิตรในถ้อยคำ
คือลมหายใจของกวีผู้เจ็บป่วย
คุณกล่าวชมดวงตามืดดำนั้นว่าสวยงาม
ทว่า ในดวงตานี้อาจไม่ใช้บานหน้าต่างลึกลับที่คุณใฝ่หา
หากฉันมีใจโหดร้าย
การกล่าวคำปฎิเสธอาจง่ายดาย
คลายว่าปัดรำคาญฝุ่นผงที่เกาะติด
โลกนี้ไร้ความปราณี แต่มิได้เจ็บปวดเช่นความเพ้อฝันคร่ำครวญ
เพียงลืมตาตื่นแลเพ่งพินิจ
ความจริงหรือเหนือจริง เทียบเคียงชิดใกล้
อย่างได้ตู่ตะคิดเอาเองว่าฝันคือจริง
หากคุณเข้าใจ
โปรดอย่าได้ตัดไมตรีเลยเพื่อนเอย
การคุกคามจิตใจฉันโดยพร่ำคำหวานละมุน
อาจเปลี่ยนความปรารถนาดีเป็นความเกลียดชัง
ขออภัยหากว่ามารยาฉันมันไปแตะต้องให้คุณไหวหวั่น
ฉันเพียงต้องการผูกมิตรด้วยความสัตย์จริง
และแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าเล่าเรื่องเรื่อยไป

.
.
.

สารภาพ


หากฉันเป็นเด็กสาวไร้เดียงสา
ฉันคงหลงรักเธออย่างมากมาย
เธอคล้ายดาวตกในราตรีที่ฉันเฝ้ามองดูดวงดาวพร้างพราย
ฉันเองก็ไม่อาจปติเสธ สายตาเธอในคำคืนนั้น
คิดไปว่าฝัน จึงเผลอไผลได้เคลิบเคลิ้ม
ฉันระรึกตื่นรู้ตัว ลืมไปว่าเป็นฝันฟุ้ง
โลกนี้มันวุ่นวายและมากมาย
คนเอย ซับบซ้อนสับสนเกินความเข้าใจ
เมื่อเธอเจ็บปวดที่จะสบตาฉันอีกครั้ง
ฉันจะหายไปไม่ปรากฏ
แต่หากไมตรียังเหลือไว้
ขอเธออภัย ในเหตุการณ์ที่อ่อนไหว
ในความเรียบงายเราก้าวเดินสวนทางซับซ้อน
.
.
.

ความรู้สึก และคิดไป
แด่ กวีหนุ่มที่ฉันได้ลืมใบหน้าของเขาไปแล้ว

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สบตากับดวงเดือน

Living On A Jet Plane คือเพลงที่คุณร้อง

ในน้ำเสียงแผ่วเบา

ท่ามกลางคำคืนเย็นเยียบ

ฉันไล่สายตาตามเรียวนิ้วบนคอร์ดกีตาร์

แล้วสะดุดกับสายตาจับจ่องที่คุณมองอยู่

เราสบตากันในห้วงนาทีนั้นเนิ่นนานและจับใจ

"บรรจงจูบแล้วยิ้มให้หน่อย

บอกฉันหน่อยว่าเธอจะคอย

สวมกอดเหมือนไม่มีวันจะคลาย

เพราะฉันต้องโดยสารเรื่อบินไป

คล้ายได้ยินว่าไร้กำหนดกลับ

โอ้เธอ ฉันยังไม่อยากไป ไม่อยากไป..."

คล้ายว่าท่อนถ้อยในน้ำเสียงนั้นดึงดูดฉันไว้

สายตาคุณเหมือนจะอ้อนวอนเช่นนั้น

ฉันไม่อาจละเลยความรู้สึกวาบหวั่นภายใน

และตระหนักนึกในภวังค์นั้น ฉันได้ตกหลุมรักคุณเข้าแล้ว