ในเวลา เลื่อนลอย เรื่อยเปื่อย
รอยเวลา หลับไหล ล่วงเลย
ล่วงเวลา ผ่านผันฝันไป
ผ่านเวลา หลงลืม ร่องลอย
ลืมเวลา รกร่างว่างแหว่ง
บางเวลา เปล่าดาย หายไป
ในเวลา เลื่อนลอย เรื่อยเปื่อย
รอยเวลา หลับไหล ล่วงเลย
ล่วงเวลา ผ่านผันฝันไป
ผ่านเวลา หลงลืม ร่องลอย
ลืมเวลา รกร่างว่างแหว่ง
บางเวลา เปล่าดาย หายไป
แม่บอกว่าฉันเป็นนกขมิ้น
เจ้านกขมิ้นน้อยไม่ชอบกลับบ้าน
แม่บอกว่าฉันติดปิกบินได้ก็ไกลห่างแม่
เจ้านกขมิ้นน้อยไม่รักแม่หรือไรกัน
แม่บอกว่าเป็นห่วงฉันยิ่งนัก
เจ้านกขมิ้นน้อยค่ำไหนนอนนั้น
แม่บอกว่ารอคอยฉันกลับบ้านเสมอ
เจ้านกขมิ้นน้อยก็คิดถึงแม่เช่นกัน
ขอให้แม่แข็งแรง สุขกายสบายใจ
ทรมานอย่างชินชา
ทุกข์ทนอย่างเชื่องช้า
คล้ายย่ำเย็นสูคืนมืดมิด
ฟ้าหลัวไร้แสงส่องสุขในเงา
ทนแท้ถ่ายถอนทรมานเรื่อยไป
ฉันถูกกักขังในมุมเมื่องที่ทุกข์ทรมาน
ทุกขณะ ทุกข์ขณะ
ทุกข์คน ทุกคน
ฉันแผดเสียงกรีดร้องออกมา
อย่างเงียบงันที่สุด
ฉันเกลียดทุกสิ่งอย่าง
ในขณะนี้
ได้แต่โกรธเก็บทับถม
ฉันส่งสารตัวเองเหลือเกิน
ที่อ่อนล้าร่ำไห้
กับความมุ่งมั่นที่ปวกเปียก
และความปรารถนาที่ล้มเหลว
กรุงเทพช่างวุ่นวานซับซ้อนสับสน
เมื่องนี้มันโหดร้ายกับฉันนัก
ทั้งๆที่ฉันเกิดและเติบโตในแดนดินศิวิลัยนี้
แล้วฉันก็ค้นพบว่ามันไร้ความปราณี
ไม่ว่าใครก็ตาม
มองดูสิแสงสีสวยงามในคืนฝนกระหน่ำ
มายาพราวพรายคล้ายแดนสวรรค์
หรือนรกลวงล่อผู้คนโหยหา
นำพาวิญญาณอ่อนล้า ขายให้กับมัจจุราช เพื่อแลกกับเงินตราวัตถุ
พรากมันไปเสียสิ จิตวิญญารของฉันมันโรยแรงเกินกว่าจะต่อตานอีกแล้ว
พรากมันไปเสียสิ วันเวลาของฉัน มันได้มอดหมดหม่นหมอง ไร้รูปรอยแม้เศษเสี้ยว
ฉันเจ็บปวดในขณะทุกข์ และไม่รับรู้จักความเจ็บปวดใดๆในโลกอื่นอีก
ฉันเจ็บปวดเสียจนไม่อยากจะจดจำสิ่งใดอีก
ในเมื่อทุกสิ่งที่ฉันได้มา
กลับต้องจ่ายสิ้นไปให้กับการดิ้นรนค้นหาความหมายที่ไม่มีความหมาย
หรือนี้อาจไม่ใช้ความผิดของเมื่องนี้
หรือมันเป็นเพราะ ตัวฉันเองที่อ่อนแอและเชื่องช้า
เอาแต่พร่ำเพ้อกับความฝันล่องลอย
อ่อนแอเกินไป ฉันควรลาจากมันไปเสียที
บางวันในรถแท็กซี่ ท้ามกลางสายฝนและการจราจรตายด้้าน
บางวันบนรถไฟฟ้า เคลื่นที่ด้วยความเร็วสูอย่างเหนื่อล้า
บางวันในตารางเซนติเมตรเล็กๆของห้องน้ำสาธรณะ ฝนตกหนักบนดวงหน้า
บางวันที่ห้องประชุมสี่เหลี่ยม พายุเมฆครึ้มมืดอยู่ภายใน
บางวันระหว่างจอสีเหลี่ยม รังสีอำมหิตกำลังสูปวิญญาณ
ทุกวันในเมืองกรุงแสนศิวิลัย ฉันกำลังทุกข์ทรมาน
ลาก่อนกรุงเทพ

ยามบ่ายแสนร้อนแสบแดด
ปลาตากแห้งสองตัวสนทนากันถึง
ความฝันในนิทราตลอดกาล ของกัน
........
ฝันหนึ่งในนิทราเนิ่นนานเนิบนาบ
ข้าพเจ้ารู้สึกถึงท้องทะเลกว้างใหญ่
ยินเสียงคลื่นกำลังเรียกหา
จากที่ไกลแสนไกล
ข้าพเจ้าได้หวนกลับคืนไปในที่ที่ข้าพเจ้าจากมา
มหาสมุทรเวิ้งว้างว่างเปล่า ดังสันติสถิตอยู่ทุกทั่วที่
ข้าพเจ้าไม่อาจมองเห็นสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งตัวข้าพเจ้าเอง
แสงสีทองเรื่องรองระยิบระยับ ขลิบขอบรอยคลื่นเห่กล่อม
ภาพฝันงดงามติดตา แต่ทว่าวังเวงเงียบงัน
ฝันหนึ่งนั้นในนิทราดังนิรันดร์กาล
ทรมานในคลื่นคลาดสาดสัด
ข้าพเจ้ารู้สึกถึงคำพิพาาคแห่งมหาสมุทร
ภายใต้พื้นน้ำราบเรียบและเย็นเยียบ
ในห้วงทะเลว่างเปล่านั้น
นอนตะกอนทับทมด้วยกิเลสตัณหา จมดิ่ง
บาปกรรมแหวกไหววนเวียนไม่สิ้นสุด
แสงสีทองเรืองร้อนคล้ายเปลวเพลิงเริงร่า
ระยิบระยับจับเกลียวคลื่นเคลือนกลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังภาพฝันคล้ายภาพหลอน ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่าย
บนโลกที่แปลปรวนและกำลังร้อนขึ้นทุกวันๆใบนี้ โลกที่น่าสงสารถูกขับเคลื่อนเติมแต่งด้วยเหตุการณ์ความเป็นไปของมนุษย์โลก ภาพฝันแห่งอนาคตปรากฏขึ้นในมโนนึกของสิ่งไม่มีชีวิตสองตัว บอกเล่าปรากฏการณ์ที่ยังมาไม่ถึง ท้ามกลางความจริงและไม่จริงที่ผู้คนรับรู้ บางคนกำลังกรีดร้องด้วยความริษยา บางคนกำลังร้องรำอย่างสนุกสนาน บางคนกำลังนินทากันอย่างมีความสุข บางคนกำลังตะโกนต่อสู้อย่างบ้าคลั้ง บางคนกำลังโฆษณาชวนเชื่อ หรือบางคนกำลังเร่ขายวิญญาณบาป ทุกวันนี้ หเราส่วนใหญกำลังทำอะไรกันอยู่ในขณะที่อวสารกำลังเดินทางมาหาในไม่ช้านี้
เคยมีผู้คนคนสรรเสริญข้าพเจ้าว่าเป็นศิลปิน
ความจริงในโลกของศิลปิน
ข้าพเจ้าไม่เคยมีตัวตน
จรดปลายพูกันเยี่ยงศิลปิน
ข้าพเจ้ากำลังหลอกตัวเองหรือไรกัน
คิดหวังสักครั้งจะเป็นศิลปินแสนอิสระ
ข้าพเจ้าวิ่งตามโลกที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
ปรารถนาอย่างปุถุชนทั่วไป
อยากได้อยากมีตามกิเลส
เช่นศิลปินผู้ลวงโลก
ในสังคมปราชญ์แห่งศิลป์
ข้าพเจ้าเป็นเพียงเศษฝุ่น
เขละขละอยู่บนงานศิลป์
ข้าแต่วิญญาณแห่งศิลป์
ขอโปรดสถิตในจิตข้า
ดลบันดาลให้ฝุ่นได้เป็นดังฝันเทิญ